วันพุธที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

รายนามหนังสือและหนัง ของวันที่ 16 ก.ค. 51

Movie
1.Jerry Maguire
2.Bicentennial man
3.Memento : ภาพหลอน ซ่อนรอยมรณะ
4.Borat
5.Crash : คนผวา
6.ไอ้ฟัก

Book
1. อ่านไม่เอาเรื่อง  : ชูศักดิ์ ภัทรกุลวณิชย์
2.มายาคติ : โรล็อง บาร์ตส์
3.ภาพถ่ายและสิ่งพิมพ์ : เอนก นาวิกมูล

" โครงการออกแบบการสื่อสารเพื่อนำเสนอผลกระทบของการสร้างอัตลักษณ์ของนักออกแบบที่ส่งผลต่อสภาวะโลกร้อน "

     จากครั้งที่แล้วที่คิดจะนำตั้งโปรเจคทำแคมเปญเพื่อรณรงค์ต่อต้านการบริโภคนิยม
แต่ปรากฏว่าผิดกติกาที่ตั้งไว้ตั้งแต่แรกของชั้นเรียนนี้  เลยต้องกลับมาทบทวนกับ
ข้อมูลที่ได้วิเคราะห์มาตั้งแต่แรกว่าการที่ แบรนด์ใช้ CI เพื่อสร้างการจดจำให้ผู้บริโภค
ให้มีการบริโภคสินค้ามากขึ้น  แต่ขณะที่ ADBUSTERS ที่เป็นฝ่ายที่รณรงค์ต่อต้าน
ก็ยังต้องใช้การสร้าง CI เพื่อให้เป็นที่จดจำของผู้คน  
     จึงมีความคิดว่า เมื่อ CI มีพลังมากในการที่จะสร้างการจดจำให้กับผู้คน  ผมเองจะ
สามารถนำ  IC มาใช้ประโยชน์ได้อย่างไร  จึงได้ลองคิดความเป็นไปได้จากการใช้ 
CI  เพื่อสร้างโครงการออกแบบให้กับตนเอง 

โครงการที่ 1 : โครงการออกแบบอัตลักษณ์ให้กับตนเอง 
โครการที่ 2 :  โครงการออกแบบอัตลักษณ์ให้กับองค์กรที่ให้ข้อมูลปัญหาโลกร้อน

     ทั้งสองโครงการเป็นตัวอย่างที่คิดขึ้นมาแล้วนำไปเสนออาจารย์ในชั้นเรียน
แต่กลายเป็นต้องถอยกลับไปพูดถึงจุดที่เลยมาแล้ว อย่างประเด็นการสร้าง CI
ของนักออกแบบที่สร้างผลกระทบต่อสภาวะโลกร้อน  จึงได้ตั้งโครงการออกแบบ
จากจุดนี้ขึ้นมาโดยเป็นโปรเจคของการวิพากย์การออกแบบที่มีชื่อโครงการว่า

" โครงการออกแบบการสื่อสารเพื่อนำเสนอผลกระทบของการ
สร้างอัตลักษณ์ของนักออกแบบที่ส่งผลต่อสภาวะโลกร้อน "





วันอังคารที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

Consumerism : บริโภคนิยม

หลังจากการตั้งสมมุติฐานว่า 

Advertising + Brand  =  Consumerism

ทำให้คิดที่จะทำการออกแบบโดยใช้การสร้างแบรนด์ ขึ้นมาเพื่อต่อต้านกระแสบริโภคนิยม
และ ได้พบข้อมูลขององค์กรที่มีลักษณะดังกล่าวที่มีชื่อว่า "  ADBUSTERS "

ADBUSTERS  
เกิดจากการที่คนทำสื่อถูกปิดกั้นการนำเสนอข้อมูลที่มีอยู่ในสหรัฐอเมริกา  เนื่องจากสื่อที่ต้องการ
จะนำเสนอนั้นขัดผลประโยชน์กัน  จึงได้คิดที่จะนำเสนอข้อมูลที่มีอยู่ผ่านสื่อของตนเองเพื่อต่อต้าน
กระแสการบริโภคที่เกิดขึ้นจากประเทศสหรัฐอเมริกา

ภาพธงของอเมริกาที่่ถูกนำมาล้อเลียนถึงความเป็นผู้สร้างแบรนด์ต่างๆมากมาย 
ที่ทำให้เกิดการบริโภคนิยมขึ้นทั่วโลก




Advertising  ของ ADBUSTERS ที่ทำล้อเลียน Brand ต่างๆ


จากการวิเคราะห์การมีอยู่ของ ADBUSTERS นั้น ผมคิดว่าเป็นการดีที่มีองค์กรใน
ลักษณะนี้ก่อตัวขึ้นมา  เพราะจะทำให้ผู้บริโภคได้รับข้อมูลในอีกด้านหนึ่งนอกเหนือ
จากโฆษณาขายสินค้าจากแบรนด์ต่างๆ  เพื่อที่จะได้รู้เท่าทันกลยุทธต่างๆที่จะ
หลอกลวงให้เกิดการบริโภคอย่างไม่จำเป็น

"Running the numbers : An American self-Portrait"
เป็นนิทรรศการรูปถ่ายของคริส จอร์แดน ที่จัดแสดงที่แกลลอรี่ Von lintel ในนิวยอร์ค 
กลางปี ค.ศ.2007งานของเขาพูดถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นจาการบริโภคนิยมอย่าง
ล้นเกินของสังคมปัจจุบัน ผ่านภาพถ่ายระยะไกลแล้วค่อยๆปรับระยะให้เห็นว่าเป็นภาพของ
วัตถุอะไรที่กองกันอยู่อย่างมากมาย  ซึ่งวัตถุเหล่านั้นเกิดจากการที่คนบริโภคสินค้า แล้วทำ
ให้เกิดขยะที่มีจำนวนมากอย่างน่าตกใจ  และมีรายละเอียดแสดงอยู่ด้านล่างว่าเกิดจากการ
บริโภคของคนในระยะเวลาเท่าไหร่จึงทำให้เกิดขยะกองโตขนาดนี้  

ภาพตัวอย่างงานบางส่วน ดูเพิ่่มเติมได้ที่  http://www.chrisjordan.com/current_set2.php




ถุงพลาสติก 60,000 ใบที่ถูกใช้ในทุกๆ 5 วินาที  (อเมริกา)




โทรศัพท์มือถือ 426,000 เครื่อง ที่ถูกโล๊ะทิ้งต่อวัน (อเมริกา)

จากข้อมูลที่มีอยู่ จึงคิดว่าบริโภคนิยมเป็นสาเหตุใหญ่สาเหตุนึงที่ส่งผลต่อสภาวะโลกร้อน
ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันจึงคิดที่จะ ทำการออกแบบเพื่อรณรงค์  ให้คนลดพฤติกรรมบริโภคนิยม
โดยจะสร้างแคมเปญขึ้นมาเพื่อใช้ในการสื่อสารกับผู้บริโภค  


วันอาทิตย์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2551

ปัญหาโลกร้อนและทฤษฎีความอลวน

เริ่มต้นจากหนังสารคดีที่ได้ดูในห้องเรียน ที่พูดถึง 7 เหตุการณ์ที่จะทำให้เกิดวันสิ้นโลก  ผมได้
ลองแยกโครงสร้างของสารคดีเรื่องนี้ออกมา เพื่อหาองค์ประกอบและหาจุดที่น่าสนใจที่จะนำเสนอ
โดยเหตุการณ์ที่พูดถึงในสารคดีทั้ง  7  จะเรียงตามลำดับจาก 1 - 7  (ในสารคดีจะเรียงจาก 7 -1 ) 

 1.ปัญหาโลกร้อน
2.โรคระบาด
3.สงครามนิวเครียร์
4.อุกาบาตชนโลก
5.ภูเขาไฟระเบิด
6.คอมพิวเตอร์ครองโลก
7.การเกิด BIGBANG (เกิดรังสี gamma ray และ black hole )

ซึ่งผมได้แยกเหตุการณ์ออกมาเป็นหัวข้อต่างๆ ได้แก่

ภัยธรรมชาติ 3  :  ภัยจากมนุษย์  4  
เกิดขึ้นในอนาคต  3  :  เกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบัน 4
เกิดขึ้นภายในโลก  5  :  เกิดจากภายนอก (จักรวาล)  2
ยังมีสิ่งมีชีวิต 6 :  ไม่มีสิ่งมีชีวิต  1

เมื่อแยกองค์ประกอบของเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นแล้ว ทำให้ผมได้ข้อสรุปว่า
" การที่จะเกิดเหตุการณ์วันสิ้นโลกนั้นมันมีสาเหตุมาจากมนุษย์เป้นส่วนใหญ่ "
 และสาเหตุที่มาเป้นอันดับที่ 1  ก็น่าจะเป้นเรื่องที่สารคดีต้องการจะสื่อสารมากที่สุด 
ก็คือเรื่อง  " โลกร้อน "  

ปัญหาโลกร้อนในทุกวันนี้ก็เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่ามีสาเหตุหลักมาจากมนุษย์   ซึ่งผมได้
ตั้งข้อสังเกตสาเหตุเกิดขึ้นเพราะการที่มนุษย์ทำกิจกรรมพร้อมๆกัน ทำให้มีผลกระทบ
ที่ทำให้โลกร้อนขึ้น  ซึ่งสอดคล้องกับทฤษฎีความอลวน ( Chaos theory ) ซึ่งพูดถึงระบบ
ที่ส่งผลกระทบซึ่งกันและกันและเกิด ทำให้เกิดความร้อนจากภายใน  
พฤติกรรมการบริโภคนิยมของมนุษย์ส่งผลต่อการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างสิ้นเปลือง
โดย กลุ่มนักบริโภคนิยมจะถูกกระตุ้นการบริโภคที่ไม่จำเป็นด้วยการ ส่งเสริมผลิตภัณฑ์ในด้าน
การโฆษณา และการยึดติดกับแบรนด์ของสินค้า ซึ่งในฐานะนักออกแบบแล้วการสร้างแบรนด์
ก็เป็นสิ่งที่ตรงกับสายอาชีพ และก็อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดระบบการบริโภคนิยมขึ้นมา  
ซึ่งส่งผลกระทบอันใหญ่หลวงต่อโลก ที่กำลังเกิดปัญหาในทุกวันนี้

วันพฤหัสบดีที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2551

THE HULK vs THE INCREDIBLE HULK


วันนี้บังเอิญเดินผ่านไปตรงโรงหนังสกาลา  
ก็เห็นป้ายว่าหนัง THE INCREDIBLE HULK เข้าฉายแล้ว 
เกิดอารมณ์อยากดูขึ้นมากระทันหันเพราะเคยอ่านบทความเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้มาก่อน  ว่าเป็นหนังที่ทำขึ้นมาใหม่เพื่อแก้ไขจากเรื่องเดิม ที่เคยสร้างมาก่อนหน้านี้   ว่ามีเนื้อหาทางวิทยาศาสตร์มากเกินไป  ตอนใหม่นี้จึงตัดเรื่องราวทางวิทยาศาตร์ออกไปเพื่อเหตุผลที่ว่าจะทำให้ดูแล้วเข้าใจง่ายและมีความมันส์มากกว่าตอนก่อนหน้านี้   และหลังจากที่ผมได้ใช้เวลา 2 ชั่วโมงกว่าๆในโรงหนังแล้วออกมาพร้อมกับความมึนงง   ก็มีความเห็นสรุปโดยส่วนตัวว่ามันก็จริงดังที่บทความว่าเอาไว้   เพราะในตอนนี้ไม่มีการมาอธิบายถึงความเป็นมาของมนุษย์ตัวเขียวซักเท่าไหร่  แต่จะเน้นไปทางฉากบู๊ล้างผลาญที่ดูแล้วบางทีก็งงๆ ว่าตัวไหนคือไอ้ตัวเขียว  ตัวไหนคือไอ้สัตว์ประหลาด   พร้อมทั้งมีข้อมูลแปลกๆวิ่งขึ้นมาเป็นครั้งคราวว่า   " ไม่ได้เกิดเรื่องมาแล้ว กี่วัน "   ก็ไม่รู้เหตุผลว่าทำขึ้นมาเพื่อใช้กับตอนจบของหนังอย่างเดียวหรือเปล่า   แต่ก็ถือว่าทำออกมาได้สมความตั้งใจที่จะให้มีฉากแอ๊คชั่นมากขึ้นจริงๆ แม้เรื่องการดำเนินเรื่องออกจะขาดเหตุผลไปบ้าง ก็ถือซะว่าดูเอามันอย่างเดียวละกันครับเรื่องนี้





วันอังคารที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2551

มุมทางสังคม : มุมทางการออกแบบ

วันที่สองของการเปิดเทอม กับวิชา communication design 5  
โดยโจทย์ในเทอมนี้ เริ่มจากการให้ดูสารคดีเกี่ยวกับปัญหาทางสังคม  3 เรื่อง 
โดยมีเรื่องประเด็นของการประท้วงห้างสรรพสินค้าที่มีมากในชุมชน ที่ทำให้เกิดทั้งผลดีและไม่ดี  เรื่องที่สองเป็นเรื่องของการใช้พลังงานทางเลือก  ที่พยายามคิดค้นรถยนต์ที่สามารถใช้พลังงานไฟฟ้าฟ้าในการขับเคลื่อนได้  และเรื่องสุดท้าย คือ 7 ปรากฏการณ์ที่จะทำให้เกิดวันสิ้นโลก   โดยจะลำดับปรากฏการณ์ตามความน่าจะเป็นของปรากฏการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต เช่น การเกิด black hole ,  อุกาบาตชนโลก, ภูเขาไฟระเบิด และปรากฏการณ์ที่เป็นลำดับหนึ่งก็คือ global warming หรือ โลกร้อนที่รู้จักกันดีในปัจจุบัน    

และห้อง 4421 ก็ได้รับโจทย์ของการออกแบบจากเรื่องที่ 3 คือ  
" 7 ปรากฏการณ์ที่จะทำให้เกิดวันสิ้นโลก "
และผู้ที่เลือกโจทย์ให้ในครั้งนี้คือ อ.อนุทิน และ อ.สันติ  ที่ทำหน้าที่เป็นผู้สอนวิชานี้ในเทอมนี้  ก็ได้มีการพูดคุยถึงโจทย์ในครั้งนี้ โดยพูดถึงมุมมองทางสังคม และมุมมองของการออกแบบ ว่าแตกต่างกันอย่างไร   โดยผมเองก็ได้ตอบว่า   " มุมมองทางสังคม คือ การที่เราเอาตัวเองเข้าไปมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคม  ส่วนมุมมองทางการออกแบบคือการนำเอาข้อมูลที่มีอยู่มาทำใหม่เพื่อที่จะสื่อสารกับผู้อื่น " แต่หลังจากได้ฟังคำอธิบายจากอาจารย์แล้ว  ก็มีความเข้าใจใหม่ว่า มุมมองทางการออกแบบนั้นคือการที่เราที่เป็นนักออกแบบ จะต้องวิเคราะห์ข้อมูลที่มีอยู่และจับประเด็นเพื่อนำมาการออกแบบเพื่อสื่อสารกับผู้คนทั่วไป    

โดยผมเองคิดว่าการเรียนวันแรกของวิชานี้้ได้ตอบคำถามของตัวผมในเวลานี้ว่า " การเป็นนักออกแบบนั้น แตกต่างจากคนที่ ใช้โปรแกรมของการทำงานออกแบบได้ตรงไหน " และวันนี้ผมเริ่มที่จะมีคำตอบให้กับตัวเองแล้ว

วันศุกร์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2551

เริ่มต้นการจดบันทึกทางอินเตอร์เน็ต

หลังจากได้ทำการสมัครสมาชิกของเว็บ Blogger แล้ว  ก็มาถึงการเริ่มต้นการใช้งานเป็นครั้งแรก ซึ่งตัวผมเองนั้นก็ได้ทำความรู้จักกับอินเตอร์เน็ตมาเป็นเวลานานแล้ว  แต่ส่วนมากจะใช้งานในด้านสร้างความบันเทิงซะเป็นส่วนใหญ่  และในครั้งนี้จะเป็นการเริ่มต้นการใช้อินเตอร์เน็ตให้เป็นประโยชน์ (สำหรับตัวผม) บ้าง   ซึ่งคิดว่าการเริ่มต้นการจดบันทึกในครั้งนี้เพื่อเป็นประโยชน์แก่ตัวผมเองล้วนๆ ส่วนจะเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นหรือไม่ ก็คงต้องใช้วิจารณญาณในการรับสารของแต่ละบุคคลนะครับ